บันทึก 9 เดือนของการตั้งครรภ์

ช่วงเวลาของการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นครั้งนึงในชีวิต ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายอย่าง ทำให้แม่แม่กังวลปนตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน? ดูแลตัวเองยังไง? หายใจลึก ๆ แล้วมาดูวิธีการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน พร้อมเทคนิคกระตุ้นพัฒนาการที่จะทำให้แต่ละวันของการตั้งครรภ์ผ่านไปอย่างมีความสุข รวบตึงทุกเรื่องราวไว้ ณ ที่นี้

ไตรมาสแรก (สัปดาห์ที่ 1 – 14)

เดือนที่ 1

ในเดือนแรกของการตั้งครรภ์ แม่แม่อาจยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ได้แต่ลุ้นขีดแดงเส้นที่สองอันแล้วอันเล่า ซึ่งผลการตั้งครรภ์จริง ๆ แล้วตรวจได้ชัดเจนก็ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5 เป็นต้นไป ซึ่งช่วงนี้อาจซื้อหนังสือมาอ่าน ค้นหาข้อมูลโรงพยาบาลและรายชื่อคุณหมอเตรียมตัวล่วงหน้าเอาไว้ก่อน รอรู้ผลแน่นอนเมื่อไหร่ค่อยพุ่งตัวไปฝากครรภ์ เดือนนี้เป็นแค่น้ำจิ้ม.. เดือนหน้าสินะของจริง

 เดือนที่ 2

ทำนัดพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันใด คุณหมอให้ฟังเสียงหัวใจครั้งแรก ตุบๆๆๆ เต้นเร็วมาก.. (หัวใจแม่ก็เช่นกัน) และได้เห็นลูกน้อยตัวจิ๋วความยาว 2 ซม. ผ่านเครื่องอัลตราซาวน์ กลับมาบ้านพร้อมภาพถ่ายใบแรกของลูกด้วยความตั้งใจในการรีโนเวทตัวเองแบบจริงจัง เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลูกน้อย จึงหันมาใช้ชีวิตใส ๆ เพื่อสุขภาพแบบแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งช่วงนี้สิ่งที่รู้สึกได้คือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะฮอร์โมนล้วน ๆ 555) และมีอาการแพ้ท้องเป็นเวลาสั้น ๆ ราว 2 สัปดาห์ เหม็นของทอด ของมันและอาหารทะเล ซึ่งอาการของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป และอาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น
อาการข้างเคียง: แพ้ท้อง สีผิวคล้ำง่าย ปัสสาวะบ่อย หงุดหงิดง่าย Sensitive ตัวแม่ สารพัดของฮอร์โมนเปลี่ยน
DO:
• บำรุงด้วยโฟลิกหรือโฟเลต (ปริมาณ 0.4 มก.) วันละ 1 เม็ด ป้องกันการพิการแต่กำเนิด จำเป็นมากเลยในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก
• เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบ 5 หมู่ทุกวันเพื่อให้ได้รับสารอาหารในการสร้างอวัยวะที่แข็งแรงที่จะติดตัวลูกน้อยไปตลอดชีวิต
• ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพราะน้ำเป็นตัวลำเลียงสารอาหารไปยังลูก
• เลี่ยงการออกแดด ทาครีมกันแดดทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง
• แต่งหน้าได้ตามปกติไม่ว่าจะจัดเต็ม หรือแบบ Make up no make up ได้หมดถ้าสดชื่น
• เริ่มทาครีมบำรุงหน้าท้องป้องกันท้องลายไว้ตั้งแต่เดือนนี้เลย
• พักผ่อนให้เพียงพอวันละ 8-10 ชั่วโมง
DON’T:
• งดของสุก ๆ ดิบ ๆ งดของหมักดอง
• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ชา กาแฟ คาเฟอีน และบุหรี่
• งดยืด ดัด ทำสีผม ทาเล็บ ฉีดสเปรย์ รวมทั้งคอร์สเติมความสวยทุกชนิดตั้งแต่ทรีตเมนต์ โบท๊อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ ร้อยไหม ไปจนถึงอบซาวน่า สตรีม และแช่ออนเซ็น
• งดใช้ครีมบำรุงผิวกลุ่ม Whitening และ Anti-Acne ที่มีส่วนผสมของกรดวิตามิน A, AHA, BHA และ Retinol ที่เป็นสารต้องห้ามสำหรับสตรีมีครรภ์
• งดการออกกำลังกายทุกชนิดรวมไปถึงกิจกรรมเข้าจังหวะ กระซิบบอกว่าที่คุณพ่ออดทนรอให้ผ่านพ้น 3 เดือนแรกไปก่อนนาจา
นี่คือเดือนแห่งการ ‘งด’ จริง ๆ เมื่อผ่านเดือนแรก ๆ ไปทุกอย่างจะง่ายขึ้นเพราะทุกสิ่งถูกปฏิวัติไปหมดแล้ว

เดือนที่ 3

นอกจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มเอา ๆ หลังจากหายแพ้ท้องก็มีความเจริญอาหารตามมา กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แต่ก็ง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวัน ซึ่งโดยรวมร่างกายภายนอกยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ภายในนั้นลูกน้อยคนเก่งได้สร้างอวัยวะสำคัญทั้งหมดครบแล้วในสัปดาห์ที่ 10 ฮูเรรรร่
อาการข้างเคียง: ง่วงง่าย หิวบ่อย เหงื่อออกเยอะ และมีสิวขึ้นเล็กน้อย (55 วัยฮอร์โมนชัด ๆ)
DO:
• แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก กินน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ ไม่ต้องทานเผื่อเป็น 2 เท่า
• เน้นวิตามินบี2 วิตามินซี วิตามินดี และไอโอดีน
• ติดผลไม้อบแห้งไว้ในรถหรือโต๊ะทำงานเพื่อประทังความหิววว
• เช็ดเครื่องสำอางค์ให้เกลี้ยงเบ้าหน้า หมั่นคอยดูแลและรักษาความสะอาดของร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า
DON’T:
• งดใช้ยาแต้มสิว ส่วนตัวขึ้นไม่เยอะเลยใช้วิธีรักษาความสะอาด ใครที่ขึ้นเยอะจนทนไม่ไหวอาจลองกำจัดด้วยวิธีธรรมชาติ

 ไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 14 – 28)

เดือนที่ 4 

เริ่มสังเกตุเห็นครรภ์น้อย ๆ ยื่นออกมาแล้วจนทำให้คนรอบข้างต่างสงสัยกันไปว่าลงพุง ทำให้ต้องเปลี่ยนคอลเลคชั่นการแต่งตัวไปบ้าง ใส่เดรสทรงปล่อย ๆ หรือกางเกงเอวยางยืดที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป สวมรองเท้าส้นเตี้ยแทนรองเท้าส้นสูงไปยาว ๆ เลย ช่วงนี้ทำกิจกรรมธรรมดาทั่วไปก็เหนื่อยง่ายเพราะหัวใจทำงานหนักเป็น 2 เท่า ใครที่มีสุขภาพแข็งแรงอยากยืดเส้นยืดสายสามารถออกกำลังกายเบา ๆ ได้แล้ว และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
อาการข้างเคียง: อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้าอกเริ่มขยาย (ถูกใจอย่างหลังเป็นที่สุดดด)
DO:
• เน้นธาตุเหล็ก วิตามินซี เบต้าแคโรทีน
• ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างเหมาะสม
• สะกิดว่าที่คุณพ่อมาทำกิจกรรมบนเตียงกันด้วยท่า Spooning, Woman on top, Reversed cowgirl, Policeman กูเกิ้ลดูภาพประกอบกันเองนาจา
• สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไปโดยเฉพาะช่วงเอว
• สวมรองเท้าส้นเตี้ย (Low heels) หรือรองเท้าผ้าใบที่ใส่สบายแถมกันลื่นไปในตัวด้วย
DON’T:
• หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหนื่อยง่าย เพื่อไม่ให้ปอดและหัวใจทำงานหนักมากเกินไปจนเกิดอาการหน้ามืด เป็นลมได้
กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยด้านประสาทสัมผัส เวลาที่เราออกกำลังกายหรือขยับตัว ลูกน้อยก็ได้เคลื่อนไหวร่างกายตามไปด้วย เมื่อผิวของลูกน้อยสัมผัสกับผนังครรภ์ของแม่จะเป็นการพัฒนาระบบประสาทรับความรู้สึก รวมทั้งพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวแขนขาให้สมดุลไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเรา

 เดือนที่ 5

มาถึงครึ่งทางและพุงก็เริ่มพุ่งออกมาอย่างชัดเจน เดือนนี้มีความตื่นเต้นอยู่หลายประการ หนึ่งคือผลอัลตราซาวน์สามารถระบุวันคลอดที่แน่นอนได้แล้ว สองคือความตื่นเต้นเมื่อลูกดิ้นครั้งแรก และสามคือการได้ลุ้นเพศ.. เย้ว ๆ ลูกสาวสอง เอ้า.. ถึงเวลาครีเอทชื่อลูก และออกช้อปปิ้งของใช้ลูกน้อยได้แล้ว.. ลั้นลาา
อาการข้างเคียง: มีเลือดออกตามไรฟัน เวียนหัว ปวดศีรษะ
DO:
• กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง อย่างเช่น ผักคะน้า งา ปลากรอบ ปลาตัวเล็กตัวน้อย
• เน้นแคลเซียม วิตามินบี1 คาร์โบไฮเดรต สังกะสี และไนอะซิน
• เตรียม Checklist ของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อย และของใช้สำหรับคุณแม่หลังคลอด
DON’T:
 • ไม่ควรซื้อยากินเอง หากไม่สบายควรพบหมอกินยาตามแพทย์สั่งเท่านั้น
กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยทางด้านอารมณ์ ลูกน้อยสามารถได้ยินเสียงจากภายนอกตั้งแต่สัปดาห์ที่ 21 แม่แม่ควรเล่านิทาน หรือพูดคุยกับลูก เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับน้ำเสียงของแม่ หรือเปิดเพลงให้ฟังวันละครั้งประมาณ 10-15 นาทีในช่วงเย็นเพราะเป็นช่วงที่ลูกตื่นตัว ซึ่งทำนองของเพลงจะช่วยในการจัดลำดับความคิดของสมองทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี ยิ้มง่าย อาจเคาะนิ้วเป็นจังหวะเบา ๆ ที่หน้าท้องช่วยเรื่องพัฒนาการตอบสนอง บางทีคุณลูกอาจดิ้นตอบกลับมาเป็นจังหวะก็ดั้ย

 เดือนที่ 6

เนื่องจากขนาดของครรภ์ขยายใหญ่อาจทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวอยู่บ้าง แต่นั่นหมายถึงการเจริญเติบโตที่ดีของลูกน้อยที่อยู่ภายใน แม้จะมีอาการปวดไปทั้งช่วงล่างตั้งแต่เอวลงมาจนถึงขา จนแทบเดินไม่ได้ ก้าวขาทีไรน้ำตาจะไหล แต่ศรีก็ทนด้ายยย.. ซึ่งในช่วงนี้มีคอร์สอบรมหลักสูตรคุณแม่ท้องแรกเกี่ยวกับความรู้การตั้งครรภ์ ประโยชน์ของนมแม่ และวิธีการทำคลอดเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกท่าคลอดที่ปลอดภัยให้ลูกน้อย เป็นอีเวนท์ที่รพ.จัดขึ้นทุก ๆ ปีถือเป็นโอกาสได้พบปะกับคุณแม่ตั้งครรภ์เหมือน ๆ กันร่วม 100 ชีวิต คือท้องทั้งห้องสัมมนาเปรียบเสมือนปลาไข่ที่อยู่รวมกันในตู้
อาการข้างเคียง: ปวดหลัง ปวดเอว ปวดกระดูกเชิงกราน
DO:
• เน้นวิตามินเอ วิตามินบี12 วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ไฟเบอร์ และโอเมก้า3
• จัดระเบียบร่างกายให้ถูกต้องทั้งการยืน เดิน นั่ง นอน
วิธีลดอาการปวดหลัง ใช้ถุงน้ำร้อนพันผ้าขนหนูวางบนเตียงแล้วนอนทับเพื่อลดอาการปวด ฟินไปอีกแบบ
DON’T:
• ไม่ควรบรรเทาอาการปวดด้วยการนวดหลังหรือกดจุด รวมทั้งไม่ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อที่ซื้อเองตามร้านขายยา
กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยด้านความรู้สึก ลูกน้อยสามารถซึมซับความรู้สึกผ่านอุณหภูมิจากสัมผัสของแม่ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เป็นการกระตุ้นพัฒนาการง่าย ๆ ทำได้ทุกวันและตลอดเวลา

ไตรมาสสุดท้าย (สัปดาห์ที่ 28 เป็นต้นไป)

เดือนที่ 7

ไตรมาสสุดท้ายแล้วพุงเริ่มพุ่งให้เห็นกันจะ ๆ ซึ่งขนาดของครรภ์ในช่วงนี้คือโตไวเมิก จนต้องขยับไซส์เสื้อผ้าอีกรอบรวมทั้งชุดชั้นใน Size Plus นอกจากอาการปวดหลังยังคงอยู่กับเราแล้ว มดลูกก็ขยายใหญ่จนเบียดเข้าไปที่เครื่องในและเชิงกรานทำให้กลับมาปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นอีกครั้ง 
อาการข้างเคียง: ท้องตึง ท้องอืด ท้องผูก ปวดหลัง
DO:
• นอนตะแคงซ้ายช่วยให้เลือดไหลเวียนดี
ลดอาการปวดหลัง ด้วยการออกกำลังกายใต้น้ำ
ลดอาการท้องผูก ด้วยการกินอาหารที่มีกากใย ไฟเบอร์ ดื่มน้ำเปล่า และกินผลไม้เยอะขึ้นเพื่อช่วยการขับถ่าย
• เน้นธาตุเหล็ก แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี1 วิตามินซี วิตามินดี
• ดื่มน้ำเปล่าก่อนมื้ออาหาร 15 นาทีช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
• อาบน้ำอุณหภูมิปกติ ช่วยลดความตึงของผิว และโบกครีมบำรุงหน้าท้องหลังอาบน้ำและระหว่างวัน
• เลือกใส่รองเท้าที่ไม่มีส้น (No heels) รองเท้าผ้าใบแบบสวม (Slip-on) เพราะด้วยครรภ์มีขนาดใหญ่การก้มตัวลงใส่รองเท้าอาจทำให้ไม่สะดวกเท่าไหร่
• ถ้ามีอาการปวดหลังมาก ๆ ลองใส่รองเท้าสุขภาพจะช่วยรับน้ำหนัก ลดแรงกระแทก บรรเทาอาการปวดหลังได้ดีจิม ๆ
DON’T:
• เลี่ยงการนอนตะแคงขวาเพราะจะทำให้มดลูกไปกดทับเส้นเลือดดำ
• หลีกเลี่ยงการเอื้อมหยิบของบนที่สูง และห้ามยกของหนัก
• หน้าท้องมีความตึงมาก ถ้าไม่อยากหน้าท้องลายห้ามเผลอมือไปเกาโดยเด็ดขาด
• ไม่กลั้นปัสสาวะ
เทคนิคกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยด้านการมองเห็น ลูกน้อยสามารถรับรู้แสง ความมืด ความสว่างได้ในวีคที่ 28 คุณแม่อาจเล่นกับลูกโดยการส่องไฟฉายที่หน้าท้อง ถือให้ห่างประมาณ 1-2 นิ้ว ขยับไปมาทางซ้าย-ขวาช้า ๆ หรือเปิดปิดสลับไป-มา ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองและพัฒนาการมองเห็นได้ค่ะ

เดือนที่ 8

ความอุ้ยอ้ายไม่เข้าใครออกใคร แม้ว่าจะเคยคล่องแคล่วแค่ไหน เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนต้องลดความเร็วเดินช้าลงอีกนิด ช่วงนี้เจอหน้าคุณหมอบ่อยขึ้นเป็นสัปดาห์ละครั้ง ดีใจทุกครั้งที่มีการนัดเพราะหมายถึงการที่จะได้รู้ว่าลูกน้อยเติบโตไปถึงไหน สบายดีไหม? และรับรูปถ่ายอัลตราซาวน์มารวบรวมทำ Scrapbook ซึ่งพัฒนาการในช่วงนี้พบว่า.. ลูกน้อยมีการเจริญเติบโตที่เร็วมากและกำลังค่อย ๆ กลับหัวเปลี่ยนท่าเป็น Upside down แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะมีโอกาสคลอดได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ก็ได้เวลาจัดกระเป๋าเตรียมคลอด ซักเสื้อ ซักผ้าอ้อมเอาไว้ให้พร้อมใช้ พับแล้วพับอีก กว่าจะถึงวันคลอด เอามาดอมดมวนไปไม่รู้กี่รอบแล้ว 555
อาการข้างเคียง: เส้นเลือดขอด เป็นตะคริว ท้องลด และเริ่มเจ็บครรภ์เตือนจากการที่มดลูกฝึกบีบตัว
DO:
• เน้นธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินซี
• เปลี่ยนอิริยาบทในการทำงานทุก ๆ 2 ชม. นั่งหลังตรง ไม่นั่งไขว่ห้าง และหาหมอนรองหลัง
• วางแผนลาคลอด
• จัดกระเป๋าเตรียมคลอด
DON’T:
• งดกิจกรรมบนเตียงก่อนคลอด 1  เดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการคลอดก่อนกำหนด
• 
หลีกเลี่ยงการยืน เดิน หรือนั่งนาน ๆ เพื่อลดโอกาสของการเกิดเส้นเลือดขอด
เทคนิคช่วยลูกน้อยให้กลับหัว:
ท่ายกก้นสูง (Breech Tilt) นอนราบกับพื้นใช้หมอนรองสะโพก แล้วยกสะโพกให้สูงกว่าระดับหัวใจ
ประคบร้อน-เย็น (Hot and Cold Pack) วางผ้าเย็นช่วงสะดือ วางผ้าอุ่นที่ขอบบิกินี่ ลูกน้อยจะหมุนไปหาจุดที่อุ่นหรือมีอุณหภูมิสูงกว่า

ส่องไฟฉาย (Flashlight on Tummy) ส่องไฟฉายที่หน้าท้องช่วงล่างช่วยดึงดูดความสนใจให้ลูกน้อยค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมา

 เดือนที่ 9 

ว้าปมาช่วงท้ายของการตั้งครรภ์รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วขึ้น กว่าจะรู้ตัวก็ครบกำหนด Full Term มาถึงตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วรอเพียงตัวน้อย ๆ มาเติมเต็ม ซึ่งขนาดของครรภ์นั้นก็โตเต็มที่ขนาดรอบเอวมาไกลถึง 38″ โอเอ็มจี! มีอาการมือเท้าบวมอันเกิดจากอาการบวมน้ำที่มักจะมาคู่กันกับคุณแม่ใกล้คลอดที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านเตรียมคลอด เตรียมของใช้เด็กอ่อน จัดห้องลูก และช้อปปิ้งออนไลน์ คุณแม่ไม่ต้องตกใจหากตัวน้อยจะนิ่ง ๆ ไปบ้างในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะขนาดของลูกน้อยโตเต็มพื้นที่จนไม่สามารถออกสเต็ปได้เหมือนเดิม ว่าง่าย ๆ คือพื้นที่ในครรภ์เล็กไปแล้วสำหรับตัวน้อยที่พร้อมลืมตาออกสู่โลกที่กว้างใหญ่
อาการข้างเคียง: นอนหลับไม่สนิท อาการบวมน้ำ มดลูกบีบตัว อาการเจ็บครรภ์ และเลือดออกที่ช่องคลอด
DO:
• นับครั้งลูกดิ้นในใจ หรือจดใส่สมุดโน๊ต
• เน้นโอเมก้า3 แคลเซียม วิตามินบี1 วิตามินซี วิตามินดี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน
ลุกจากเตียงอย่างถูกวิธี โดยการหมุนตัวและใช้มือประคองท้อง แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงช้า ๆ
• ลดอาการเท้าบวม ด้วยการแช่น้ำอุ่น หรือนอนราบยกเท้าสูงเพื่อให้เลือดไหลเวียนสัก 10-15 นาที
• กินอาหารบำรุงน้ำนม เช่น น้ำขิง หัวปลี ใบกระเพรา แกงเลียง
• ตัดเล็บให้กุดเตรียมอุ้มลูก
• ควรอยู่ในที่ ๆ ปลอดภัย และเก็บกระเป๋าเตรียมคลอดไว้ในที่ ๆ หยิบได้สะดวก
DON’T:
• หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี รวมทั้งอาหารย่อยยาก อย่างเช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน
• ไม่ควรกินอาหารอิ่มจัดจนแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ภารกิจผ่าคลอดเกิดความยากลำบาก
เทคนิคนับครั้งลูกดิ้น ตามปกติแล้วลูกน้อยในครรภ์ควรดิ้น 10 ครั้งทุก ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งการดิ้นถือเป็นสัญญาณบ่งบอกความปลอดภัยของลูกน้อย ถ้าภายใน 3 ชั่วโมงดิ้นไม่ถึง 10 ครั้ง หรือไม่ดิ้นนาน ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อ Make sure ให้ลูกน้อยอยู่ในความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
บอกเลยว่าแม่ตั้งครรภ์นั้นต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมายเลยทีเดียว แต่เมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้อง มีการเตรียมตัวที่ดี ก็ทำให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าได้อย่างมีความสุข เอาใจช่วยแม่แม่ทุกคนให้แข็งแรง สนุกสนานไปกับทุกวันของการตั้งครรภ์เพื่อเป็นความทรงจำดี ๆ ที่จะจดจำไปตลอดชีวิต

You may also like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *